2/03/2019

แนวทางที่จะช่วยให้เราลงทุนกับกองทุนรวมที่ดี



แน่นอนว่าสำหรับใครก็ตามที่อยากมีความมั่นคงแข็งแรงทางการเงินนั้นต่างก็ต้องทำงานหาเงินกันให้วุ่น และถ้าหากใครพอมีเงินเก็บอยู่บ้างนั้นก็อาจจะนำมาลงทุนกับอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อเป็นการต่อยอดเงินที่มีอยู่นั้น  และถ้าหากใครไม่ถนัดในเรื่องของการลงทุนหรือยังเป็นมือใหม่อยู่นั้นก็อาจจะเลือกลงทุกกับอะไรที่มีความเสี่ยงต่ำไปก่อน อย่างเช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วแลกเงิน หรือตราสารหนี้อื่นๆ เป็นต้น หรือใครจะมาลงทุนด้วยการ เปิดกองทุน รวมก็ได้ ซึ่งกองทุนหรือกองทุนรวม นั้นก็คือ การระดมเงินจากผู้ลงทุนรายย่อยหลายๆ คนมารวมกันเพื่อให้ได้เป็นเงินก้อนที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจำนวนเงินที่ระดมได้นี้จะเอาไปลงทุนผ่านสินทรัพย์ต่างๆ โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยกำกับดูแลในเรื่องของการลงทุนให้ ซึ่งผลตอบแทนที่นักลงทุนรายย่อยจะได้รับจากการลงทุนในกองทุนรวมนั้นจะมีอยู่ 2 ประการ คือ ได้กำไรจากการขายและได้เงินปันผลนั่นเอง โดยกำไรที่ได้จากการขายและเงินปันผลนั้นจะเกี่ยวข้องกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมนั้นๆ หรือที่เรียกว่า NAV (Net Asset Value) หรือมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุนรวมในแต่ละวัน โดยจะมีการหักหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุนออกไปแล้วด้วย ซึ่งลักษณะมันก็คล้ายๆ กับการ กู้เงิน ลงทุน นั่นแหละ
และโดยปกติแล้วการ เปิดกองทุน รวมนั้นมันจะถูกแบ่งตามความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป โดยความเสี่ยงนั้นจะมีอยู่ด้วย 8 ระดับ ซึ่งค่าระดับความเสี่ยงที่มากนั้นก็หมายถึง โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น กองทุนที่มีความเสี่ยงระดับที่ 1 นั้นก็คือ กองทุนรวมตลาดเงินโดยจะลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน หรือตราสารอื่นๆ ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และในขณะเดียวกันกองทุนที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ 8 นั้นก็คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ  ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวมทองคำ กองทุนรวมน้ำมัน หรือกองทุนรวมสินค้าเกษตร เป็นต้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เราได้กล่าวไปนั้นเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความยุ่งยากในการประเมินราคาและมีความผันผวนมาก ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีความซับซ้อนกว่ากองทุนรวมในทั่วๆ ไปนั่นเอง คราวนี้เรามาดูแนวทางที่จะเลือกลงทุนกับกองทุนรวมที่ดีกันบ้างดีกว่า
1.      รู้ว่ากองทุนนั้นๆ ลงทุนในสินทรัพย์อะไร และเราต้องการอะไรในการลงทุนนั้น แน่นอนว่านี่คือสิ่งแรกที่เราจำเป็นจะต้องรู้ เพราะเราจะได้ประเมินได้ได้ว่ากองทุนที่เราจะลงทุนนั้นในมีความเสี่ยงอยู่ในระดับใด และเราจะได้รู้ว่าเรานั้นสามารถรับกับความเสี่ยงนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้เราควรที่จะต้องพิจารณาถึงผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น ลงทุนไป 100 แต่มีโอกาสขาดทุน 40% ซึ่งถ้าหากเป็นตัวเลขแบบนี้รับเราได้หรือเปล่า และเมื่อเรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไรจากการลงทุนบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ต้องการผลตอบแทนประมาณเท่าไร ช่วยลดหย่อนภาษีไหม วางแผนเพื่อเป้าหมายอะไร เราก็ต้องไปพิจารณาว่ากองทุนที่ว่านี้ตอบโจทย์ในสิ่งที่เราต้องการทั้งหมดหรือเปล่า
2.      ต้องดูผลตอบแทนที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร มีอะไรน่าสนใจหรือเปล่า แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต แต่ทว่าการเลือกกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลังที่ดีในระยะยาวจากที่ผ่านมานั้น มันก็มีความเป็นไปได้ว่าเรามีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าในระดับหนึ่ง ฉะนั้นถ้ากองทุนรวมที่เราสนใจนั้นให้ผลตอบแทนสูงสุดมาตลอด โดยพิจารณาเลือกจากสัก 10 อันดับแรก เราก็น่าจะมั่นใจในผลตอบแทนที่จะได้รับในระดับหนึ่งได้
3.      เลือกกองทุนที่เสียค่าธรรมเนียมต่ำ ก็เหมือนกับการ กู้เงิน ลงทุน ก็ต้องเลือกกู้กับธนาคารที่เสียดอกเบี้ยน้อยๆ ฉะนั้นการเลือกกองทุนรวมที่เสียค่าธรรมเนียมต่ำนั้นก็เพื่อเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวนั่นเอง เพราะกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำจะช่วยให้ผลตอบแทนของเราเพิ่มขึ้นแน่ ๆ แต่ในทางกลับกันนั้นก็ต้องดูถึงความคุ้มค่าในการบริหารจัดการของทางกองทุนประกอบกันด้วย

0 comments:

Post a Comment