2/24/2019

เครื่องชงกาแฟสด


ในชีวิตประจำวันอันแสนเร่งรีบสำหรับใครหลายๆ คน โดยเฉพาะในวัยทำงาน กิจกรรมโปรดอย่างหนึ่งน่าจะหนีไม่พ้นการดื่มกาแฟที่รสชาติถูกใจซักแก้ว บ้างก็ติดใจในรสชาติ บ้างก็จำเป็นต้องอาศัยเจ้าคาเฟอีนที่อยู่ในนั้น เพื่อให้เริ่มทำงานได้อย่างไม่มีอาการง่วงหงาวหาวนอน และหากต้องเลือกระหว่างกาแฟสำเร็จรูปกับกาแฟสด พบว่าความนิยมในตอนนี้จะเอนเอียงไปที่อย่างหลังอย่างถล่มทลาย ค่ากาแฟกลายเป็นรายจ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไหนๆ ก็ต้องเสียเงินซื้อทุกวันอยู่แล้ว บางคนจึงเริ่มที่จะมองหาเครื่องทำกาแฟสดที่ถูกใจซักเครื่องไว้ในครอบครอง แล้วจะเลือกแบบไหนกันดี? งั้นเรามาทำความรู้จักกับเครื่องชงกาแฟสดแบบต่างๆ กันดูดีกว่า
1. Espresso Machine เป็นแบบที่ร้านกาแฟนิยมใช้มากที่สุด โดยมีวิธีการชงแบบใช้แรงอัดไอน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟคั่วที่บดละเอียด เพื่อกลั่นเอารสชาติของกาแฟออกมา โดยใช้น้ำน้อยที่สุด รสชาติกาแฟที่ได้จึงเข้มข้นต่างจากกาแฟที่ชงผ่านหยดน้ำ ด้วยเสน่ห์ของความเข้มข้นอันเป็นลักษณะเฉพาะนี้ ทำให้คอกาแฟที่ชื่นชอบการดื่มเอสเปรสโซนิยมดื่มโดยไม่ใส่นมและน้ำตาล โดยทั่วไปจะเสิร์ฟในปริมาณน้อยๆ หรือที่เรียกว่าช็อตนั่นเอง
2. Drip Coffee เครื่องชงแบบหยด นิยมใช้โดยทั่วไป เนื่องจากราคาถูก ใช้งานง่าย ได้กาแฟรสชาติปานกลาง ไม่เข้มมากนัก โดยให้น้ำร้อนหรือหยดน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส ค่อยๆ ไหลผ่านกระดาษกรอง (หรือ Filter สำหรับใช้ชงกาแฟแบบ Drip) ที่มีกาแฟคั่วบดอยู่ด้านใน แล้วหยดลงมายังภาชนะรองรับด้านล่าง หัวใจสำคัญอยู่ที่อุณหภูมิของน้ำที่พอเหมาะและความเร็วในการไหลที่พอดี จะทำให้ได้กาแฟที่มีกลิ่นและรสชาติที่ดีที่สุด
3. French Press เครื่องชงแบบกดที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นแบบลูกสูบ วิธีการชงนั้นแสนจะเรียบง่ายอาศัยแค่น้ำร้อนกับกาแฟคั่วบดหยาบเท่านั้น โดยทำการใส่กาแฟลงไปในกระบอกที่เรียกว่า Plunger แล้วรินน้ำร้อนให้ท่วมผงกาแฟ จากนั้นปิดฝารอเวลาประมาณ 4 นาที แล้วกดลูกสูบเพื่อให้ได้น้ำกาแฟไหลออกมาก
4. Moka pot  หม้อต้มกาแฟสดสไตล์อิตาเลียน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หม้อใส่น้ำ กรวยใส่กาแฟ และตัวกาด้านบน วิธีชงเริ่มจากใส่น้ำลงไปในหม้อให้ถึงขีดที่แนะนำไว้ ใส่กรวยกาแฟลงไป แล้วใส่กาแฟคั่วบด ปิดฝา นำไปต้มบนเตาแก๊ส จากนั้นไอน้ำร้อนจะดันให้น้ำพุ่งขึ้นผ่านกาแฟ เมื่อปิดไฟ น้ำกาแฟที่เหลือจะดันตัวขึ้นมาอยู่ในกาด้านบน น้ำกาแฟที่ได้จะมีความเข้มข้นใกล้เคียงกับการชงด้วยเครื่องชงแบบ Espresso Machine เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟแบบเอสเปรสโซ่ ซึ่งสามารถนำน้ำกาแฟที่ได้ไปทำกาแฟร้อน กาแฟเย็น ลาเต้ คาปูชิโน หรือม็อคค่าต่อไป
          5. Aeropress ได้ถูกคิดค้นขึ้นตอนปี 2005 โดยบริษัท Aerobie ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ได้รสชาติกาแฟที่ดีเหมือนชงด้วย Espresso Machine และให้พกพาได้สะดวกด้วย ตัว Aeropress ทำจากพลาสติกทนความร้อน ส่วนวิธีการชงก็ง่ายมากๆ เพราะมีวิธีการแค่เติมน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิตามที่ต้องการซึ่งเหมาะสมกับกาแฟแต่ละชนิดลงไปบนผงกาแฟ รอสักพัก แล้วดันน้ำกาแฟผ่าน Filter ที่มีความละเอียดสูงลงไปยังแก้วด้านล่าง
          6. Syphon Coffee Maker เครื่องชงกาแฟแบบสุญญากาศ ถูกคิดค้นขึ้นในสมัยปี ค..1840 จากนั้นถูกดัดแปลงรูปแบบให้ทันสมัยขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นชื่อ อะกิร่า โคโนะ ตัวเครื่องจะเป็นแก้วใส ใช้ระบบความดันไอน้ำ ส่วนบนมีฟิลเตอร์สำหรับใส่กาแฟคั่วบดละเอียด ส่วนล่างเติมน้ำลงไป จากนั้นจุดไฟต้มน้ำให้เดือด น้ำเดือดจะถูกดันขึ้นไปในแก้วส่วนบน เมื่อปิดไฟ น้ำร้อนจะไหลผ่านกาแฟลงมายังด้านล่างอีกครั้ง
          7. ROK Manual Espresso Maker ถูกออกแบบและเริ่มขาย ใน ปี 2012 โดย Rokkitchentools ประเทศอังกฤษ รูปร่างของเครื่องและลักษณะการชงดัดแปลงมาจาก แบบ Aeropress Coffee มีหลักการคือใช้น้ำร้อนและแรงดันผ่านผงกาแฟ ได้น้ำกาแฟที่เข้มข้น มีครีม่าสวยงามคล้ายการใช้Espresso Machine
          8. Percolator เครื่องชงแบบเหยือกหรือกาน้ำ ทำด้วยแก้วหรือโลหะ จะมีหลอดแกนกลางอยู่ภายในกา น้ำจะถูกเติมลงในเหยือกด้านล่างตามปริมาณกาแฟที่ต้องการ ด้านบนมีถาดใส่ผงกาแฟพร้อมตัวกรอง เมื่อต้องการทำ ให้นำกาไปวางบนเตาให้ความร้อนเพื่อต้มน้ำให้เดือด บางชนิดมีเตาไฟฟ้าติดมาในตัว เมื่อน้ำเดือดแรงดันภายในกาจะเพิ่มขึ้น ทำให้น้ำถูกดันเข้าไปยังหลอดแกนกลางส่งไปยังด้านบนซึ่งมีผงกาแฟอยู่ จากนั้นน้ำกาแฟจะไหลผ่านตัวกรองลงไปผสมกับน้ำที่อยู่ในกาด้านล่าง ยิ่งต้มนานกระบวนการนี้ก็จะเกิดวนไปเรื่อยๆ ทำให้ได้น้ำกาแฟที่เข้มข้นมากขึ้น  Percolator เหมาะกับการชงกาแฟคราวละมากๆ นิยมใช้ตามในโรงแรม งานเลี้ยง หรือในการทำกิจกรรม Outdoor
          9. Cold Brew Coffee ชุดเครื่องชงกาแฟชนิดนี้ ใช้เทคนิคให้น้ำแข็งทำให้เกิดหยดน้ำเย็นไหลผ่าน ผงเมล็ดกาแฟ แบบช้าๆ อาจกินเวลาถึง 3–4 ชั่วโมง เลยทีเดียวสำหรับกาแฟหนึ่งแก้ว ในประเทศไทยก็มีร้านที่ใช้การชงแบบนี้อยู่บ้าง
          นอกจากพิจารณาว่าแบบไหนเหมาะกับรสนิยมในการดื่มกาแฟของเราแล้ว อาจต้องพิจารณาต่อในเรื่องของงบประมาณและความยุ่งยากในการใช้งานกันอีกซักหน่อยนะคะ

0 comments:

Post a Comment